บริษัท เอสเอ็มแอล ออดิท จำกัด เลขทะเบียนนิติบุคคล 0115555017811 -สาขาบางนา,สมุทรปราการ
ที่อยู่ : เลขที่ 599/43 ซอยก่อนตึกแอคเซียม ถนนกิ่งแก้ว-บางพลี หมู่ 7 ตำบล : บางพลี
อำเภอ : บางพลี จังหวัด :สมุทรปราการ รหัสไปรษณีย์ : 10540
มือถือ : 080-553-7088 /080-5537077 โทร :023494340 /02-758-8994 แฟกซ์ : 021020819
อีเมล :sale@smlaudit.com, smlaudit@hotmail.com
เว็บไซต์ : www.smlaudit.com
| ขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มอย่างไรให้ได้คืนเร็ว ขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มอย่างไรให้ได้คืนเร็ว จากสัปดาห์ก่อนได้นำเทคนิคการขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มของผู้ประกอบการจดทะเบียนมาเป็นประเด็นไขปัญหาภาษีมูลค่าเพิ่มเกี่ยวกับผู้มีสิทธิขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม หลักเกณฑ์ในการขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม และการเตรียมตัวเพื่อขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม ในสัปดาห์จึงขอนำประเด็นการขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มอย่างไรให้คืนเร็ว มาปุจฉา-วิสัชนา ดังนี้
ปุจฉา ในฐานะผู้ประกอบการที่ต้องขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม ต้องดำเนินการอย่างไร จึงจะได้รับคืนเร็ว
วิสัชนา เพื่อให้ได้รับคืนภาษีมูลค่าเพิ่มโดยเร็ว ผู้ประกอบการต้องจัดให้มีสิ่งต่างๆ ดังต่อไปนี้
1. ต้องจัดให้มีการวางแผนภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งประกอบด้วยขั้นตอนต่างๆ โดยสังเขปดังนี้
1.1 กำหนดนโยบายการวางแผนภาษีมูลค่าเพิ่ม
(1) เพื่อให้การเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในแต่ละเดือนภาษี และการนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มของผู้ประกอบการเป็นไปโดยถูกต้อง และครบถ้วน ตามที่กฎหมายกำหนดบัญญัติไว้ และมีจำนวนน้อยที่สุด ทั้งนี้ โดยไม่อาศัยการหลีกเลี่ยงภาษีอากร
(2) เพื่อให้ขจัดปัญหาในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มของกิจการที่อาจเกิดขึ้นในทุกกรณี เนื่องจากแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม มีการกำหนดรายละเอียดของหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขไว้มากมาย รวมทั้งกำหนดประเด็นความผิดไว้เกือบทุกกิจกรรม ซึ่งหากไม่มีการวางแผนหรืออย่างน้อยทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ ก็อาจต้องประสบกับปัญหาต่างๆ ในทางภาษีมูลค่าเพิ่มได้เสมอ อันจะนำไปสู่การเสียค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็น ในทางตรงกันข้ามหากมีการวางแผนภาษีมูลค่าเพิ่ม จะทำให้ผู้บริหารไม่ต้องเสียเวลากับปัญหาภาษีมูลค่าเพิ่ม อันเกิดจากการปฏิบัติผิดพลาดทั้งกรณีที่ตั้งใจ และไม่ตั้งใจให้เกิดความผิดพลาดนั้น
(3) เพื่อประหยัดหรือลดค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้น เนื่องจากการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มไม่ถูกต้อง ได้แก่ เบี้ยปรับ เพราะเหตุที่ผู้ประกอบการชำระภาษีมูลค่าเพิ่มขาดจำนวน หรือไม่ปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่มในบางกรณี เงินเพิ่มภาษี เพราะเหตุที่ผู้ประกอบการชำระ หรือนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มล่าช้า หรือเกินเวลาที่กำหนดไว้ในกฎหมาย ในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน หรือเศษของเงินภาษีที่ต้องชำระ หรือนำส่งโดยไม่รวมเบี้ยปรับ และ ีค่าปรับทางอาญา เนื่องจากการฝ่าฝืน หรือละเลย ไม่ปฏิบัติตามหน้าที่เกี่ยวกับการภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย
ผู้ประกอบการพึงเข้าใจว่าเบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และค่าปรับทางอาญาตามประมวลรัษฎากรนั้น ในทางบัญชีให้ถือเป็นรายจ่ายในการดำเนินงานทั่วไป แต่ในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล ถือเป็นรายจ่ายที่ต้องห้าม ตามมาตรา 65 ตรี (6) แห่งประมวลรัษฎากร ต้องนำมาบวกกลับ เพื่อการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล
อันจะทำให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้น ต้องจ่ายค่าภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มอีกร้อยละ 30 ของรายจ่ายที่ต้องห้ามดังกล่าว
(4) เพื่อให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีมูลค่าเพิ่ม
(5) เพื่อให้เกิดความมั่นใจ และพร้อมต่อการถูกเรียกตรวจสอบภาษีมูลค่าเพิ่ม
(6) เพื่อเสริมสร้างระบบการควบคุมภายใน
1.2 กำหนดคณะบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการวางแผนภาษีมูลค่าเพิ่ม เช่น ฝ่ายบริหาร ฝ่ายบัญชีและการเงิน ฝ่ายกฎหมาย ฝ่ายการตลาด ฝ่ายทรัพยากรมนุษย์
1.3 ศึกษาหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่มทุกกรณี
1.4 ศึกษารูปแบบการจัดองค์การ ขั้นตอนการดำเนินธุรกิจ ตลอดจนเอกสารทางธุรกิจ
1.5 ดำเนินการวางแผนภาษีมูลค่าเพิ่ม
1.6 ติดตามประเมินผลการปฏิบัติการเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม และผลกระทบ
2. ต้องจัดทำรายงานภาษีขาย ตลอดจนเอกสารหลักฐานถูกต้องครบถ้วน โดยต้อง
2.1 รู้จริง และรู้ซึ้งว่า กิจกรรมใดของกิจการที่อยู่ในข่ายต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม และกิจกรรมใดที่ไม่อยู่ในข่ายที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม และจะเกิดความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในกรณีและเมื่อใด
2.2 ต้องทราบและปฏิบัติให้ถูกต้องครบถ้วนว่า เมื่อความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีหน้าที่ต้องปฏิบัติการสิ่งใดบ้าง ได้แก่
(1) ออกใบกำกับภาษีและสำเนา พร้อมทั้งส่งมอบต้นฉบับใบกำกับภาษีให้แก่ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการในทันที ที่ความรับผิดชอบในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น (มาตรา 86 แห่งประมวลรัษฎากร)
(2) จัดทำรายงานภาษีขายให้เสร็จสิ้นไปภายในสามวันทำการ นับแต่วันที่ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น
(3) จัดเก็บรายงานและเอกสารหลักฐานสำเนาใบกำกับภาษีขายไว้ ณ สถานประกอบการ ไม่น้อยกว่า 5 ปี นับแต่วันที่ได้ยื่นแบบแสดงรายการ ภ.พ. 30
3. ต้องจัดทำรายงานภาษีซื้อ ตลอดจนเอกสารหลักฐานถูกต้องครบถ้วน โดยต้องรู้จริง รู้ซึ้งว่า ภาษีซื้อรายการใดที่ขอเครดิตหักออกจากภาษีขายได้ และเป็นจำนวนเท่าใดในกรณีที่ต้องมีการเฉลี่ยภาษีซื้อภาษีซื้อตามหลักฐานใบกำกับภาษีของเดือนภาษีใด ให้นำไปเครดิตหักออกจากภาษีขายในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่ต้องชำระของเดือนภาษีที่ได้รับใบกำกับภาษีนั้น หรือในเดือนถัดไป แต่ต้องไม่เกินหกเดือนนับแต่เดือนที่ระบุไว้ในใบกำกับภาษี ส่วนใบเพิ่มหนี้ และใบลดหนี้ให้ใช้เพิ่มยอดภาษีซื้อหรือลดยอดภาษีซื้อในเดือนภาษีที่ได้รับเท่านั้น นอกจากนี้ ต้องรู้ว่าภาษีซื้อรายการใดที่เป็นภาษีต้องห้าม แต่สามารถนำมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ รวมทั้งวางแผนป้องการใบกำกับภาษีปลอม ที่จะเข้ามาในกิจการ ด้วยการวางระบบการควบคุมภายในที่ดี
4. ต้องเข้าใจสิทธิและหน้าที่ของผู้ประกอบการจดทะเบียน ตามที่กฎหมายกำหนด พร้อมทั้งปฏิบัติตามหน้าที่ดังกล่าวโดยเคร่งครัด รวมทั้งให้ความร่วมมือแก่เจ้าพนักงานสรรพากรด้วยดี ในการปฏิบัติหน้าที่ อาทิ การกำกับดูแล การตรวจสอบก่อนหรือหลังคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม
5. เข้าสู่ระบบการเป็นผู้ส่งออกที่ดี หรือผู้ส่งออกขึ้นทะเบียน เพื่อให้ได้คืนภาษีมูลค่าเพิ่มที่เร็วกว่า โดยเฉพาะกรณียื่นแบบ ภ.พ. 30 ผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ทาง Web Site ของกรมสรรพากร www.rd.go.th
ในส่วนที่เหลือขอยกยอดไปสัปดาห์ต่อไปครับ
ที่มา http://www.nationejobs.com/content/legal/taxclinic |
SMEs ใต้เงาภาษีไทย

บุคคลทั่วไป 2 คน

